สถาบันเซรุ่มแห่งอินเดีย หรือ Serum Institute of India (SII) ผู้ผลิตวัคซีนรายใหญ่ที่สุดของโลก และองค์กรวิจัยทางการแพทย์ไม่แสวงผลกำไร Drugs for Neglected Diseases initiative (DNDi) ได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือด้านการศึกษาวิจัย และสนับสนุนการเข้าถึงยารักษาโรคไข้เลือดออก สำหรับยาโมโนโคลนอลแอนติบอดีที่พัฒนาโดยสถาบันเซรุ่มแห่งอินเดีย (เดิมใช้ชื่อ VIS513)
ภายหลังการลงนามดังกล่าว DNDi มีแผนเริ่มการศึกษาวิจัยทางคลินิกระยะที่ 3 ในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี พ.ศ. 2570 ในประเทศมาเลเซีย ไทย และบราซิล ซึ่งเป็นประเทศสมาชิกของเครือข่าย Dengue Alliance เครือข่ายดังกล่าวเป็นความร่วมมือของหน่วยงานและสถาบันวิจัยจากประเทศที่ประสบปัญหาการระบาดของโรคไข้เลือดออก เพื่อพัฒนายารักษาที่มีประสิทธิภาพและเอื้อให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงได้ โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมการศึกษาวิจัยทางคลินิกประมาณ 1,000 คนจากทั้งสามประเทศ
‘โมโนโคลนอลแอนติบอดี’ เป็นหนึ่งในแนวทางการรักษาโรคไข้เลือดออกที่มีความก้าวหน้ามากที่สุดในปัจจุบัน โดย สถาบันเซรุ่มแห่งอินเดียได้พัฒนาและปรับปรุงสูตรยาดังกล่าว พร้อมดำเนินการศึกษาทั้งในห้องปฏิบัติการและการศึกษาทางคลินิกระยะที่ 1 และ 2 ซึ่งแสดงผลด้านความปลอดภัยและมีประสิทธิผลที่น่าพอใจ ปัจจุบันทางสถาบันฯ กำลังดำเนินการทดลองการศึกษาวิจัยในมนุษย์ระยะที่ 3 ในอินเดีย
สำหรับการศึกษาที่ดำเนินการโดย DNDi ในมาเลเซีย ไทย และบราซิล สถาบันเซรุ่มแห่งอินเดียจะเป็นผู้จัดหายาสำหรับการศึกษาและรับผิดชอบการขนส่งภายใต้อุณหภูมิควบคุมไปยังหน่วยวิจัยต่าง ๆ
“สถาบันเซรุ่มแห่งอินเดีย มีความมุ่งมั่นในการควบคุมโรคไข้เลือดออก เรากำลังพัฒนาตัวยาเพื่อการป้องกันและรักษาโรค เพื่อปกป้องผู้ป่วยในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคไข้เลือดออก โดยจะพัฒนา ผลิต และกระจายทั้งวัคซีนและโมโนโคลนอลแอนติบอดีให้ประชาชนทั่วโลกเข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม ร่วมกับพันธมิตรสำคัญอย่าง สภาวิจัยทางการแพทย์แห่งอินเดีย และ องค์กร DNDi เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ DNDi เพื่อสานต่อการพัฒนายาโมโนโคลนอลแอนติบอดี ร่วมกับประเทศสมาชิกในเครือข่าย Dengue Alliance” ดร.ราชีฟ เดียร์ ที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์อาวุโสของสถาบันเซรุ่มแห่งอินเดีย กล่าว
การศึกษาวิจัยในมาเลเซีย ไทย และบราซิล จะได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก หน่วยงานเตรียมความพร้อมและตอบสนองภาวะฉุกเฉินด้านสุขภาพของสหภาพยุโรป (DG HERA) ร่วมกับ องค์การเพื่อการพัฒนาของฝรั่งเศส (AFD) โดยเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา HERA ได้ประกาศลงทุน 20 ล้านยูโร หรือ 760 ล้านบาท เพื่อเร่งการพัฒนายารักษาโรคไข้เลือดออกชนิดใหม่ 2 รายการ
แม้โรคไข้เลือดออกจะมีการแพร่ระบาดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลก แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มียารักษาเฉพาะโรค การดูแลผู้ป่วยยังคงเป็นการรักษาตามอาการ ซึ่งมักต้องอาศัยการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดและการให้น้ำเกลือ ส่งผลให้ระบบสาธารณสุขต้องเผชิญภาระหนักในช่วงที่มีการระบาด
“การมียารักษาโรคไข้เลือดออกมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เราต้องการยาที่สามารถป้องกันไม่ให้โรคลุกลามสู่ระยะรุนแรง เพื่อลดการเสียชีวิตและลดภาระทางเศรษฐกิจทั้งต่อผู้ป่วยและระบบสาธารณสุข โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้สูงอายุ ซึ่งมีโอกาสเกิดโรครุนแรงและเสียชีวิตสูงกว่ากลุ่มอื่นๆ” นพ.อังเดร ซิเกรา หัวหน้าโครงการโรคไข้เลือดออกของ DNDi กล่าว
เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีมีความเสี่ยงสูงที่จะป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกชนิดรุนแรง ขณะที่หญิงตั้งครรภ์ที่ป่วยเป็นไข้เลือดออกมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อการเสียชีวิตของมารดาและการสูญเสียการตั้งครรภ์
มีประชากรกว่า 5.9 พันล้านคนทั่วโลกที่มีความเสี่ยงต่อโรคไข้เลือดออก ซึ่งเป็นหนึ่งในโรคติดเชื้อไวรัสที่มียุงเป็นพาหะและแพร่ระบาดเร็วที่สุด เดิมโรคนี้พบเฉพาะในประเทศเขตร้อน แต่จากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเดินทางระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ทำให้โรคไข้เลือดออกขยายวงกว้างไปยังหลายภูมิภาคของโลก รวมถึงยุโรป
การควบคุมโรคไข้เลือดออกในปัจจุบันยังคงมุ่งเน้นการควบคุมยุงลายซึ่งเป็นพาหะนำโรค และการใช้วัคซีนที่ได้รับการพัฒนาขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงวัคซีนยังมีข้อจำกัด และประสิทธิผลของวัคซีนอาจแตกต่างกันไปตามประวัติการติดเชื้อและสายพันธุ์ของไวรัส ดังนั้น การมียารักษาจึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยเสริมมาตรการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ในประเทศไทย การศึกษาวิจัยจะดำเนินการโดย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกก่อตั้งของเครือข่าย Dengue Alliance
“โรคไข้เลือดออกเป็นหนึ่งในปัญหาสาธารณสุขอันดับต้นๆ ของประเทศไทย โดยมีการระบาดตามฤดูกาลและมีผู้ป่วยหลายหมื่นรายในแต่ละปี ประเทศไทยจำเป็นต้องมียารักษาเพื่อช่วยลดภาระต่อระบบสาธารณสุข และสนับสนุนเป้าหมายการลดการเสียชีวิตจากโรคไข้เลือดออกให้เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ.2573 ควบคู่ไปกับการใช้วัคซีนและมาตรการควบคุมยุงลาย” ศาสตราจารย์ ดร น.พ. ประเสริฐ เอื้อวรากุล หัวหน้าหน่วยวิจัยโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าว
ในปี 2568 ประเทศไทยพบผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกกระจุกตัวในภาคเหนือและภาคใต้ โดยส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี และมีผู้เสียชีวิตจากโรคไข้เลือดออก 51 ราย
ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้ยารักษาโรคไข้เลือดออกสามารถเข้าถึงผู้ป่วยได้อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะในประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง ผ่านการกำหนดราคาที่เหมาะสม ควบคู่กับการผลิตและการจัดหายาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้สถาบันเซรุ่มแห่งอินเดีย และ DNDi จะให้ความสำคัญกับการกระจายยาผ่านระบบสาธารณสุขของแต่ละประเทศ เพื่อให้ประชาชนได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีและเป็นธรรม
การทดลองการศึกษาวิจัยในมนุษย์สำหรับยาโมโนโคลนอลแอนติบอดี ในอีกสองประเทศจะดำเนินการร่วมกับ มูลนิธิ Oswaldo Cruz (Fiocruz) และ มหาวิทยาลัย Federal de Minas Gerais ประเทศบราซิล และ กระทรวงสาธารณสุขมาเลเซีย
โครงการวิจัยและพัฒนายารักษาโรคไข้เลือดออกของ DNDi ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก คณะกรรมาธิการยุโรป หน่วยงานเตรียมความพร้อมและรับมือภาวะฉุกเฉินด้านสุขภาพ (DG HERA) ภายใต้โครงการ EU4Health 2025 ผ่าน สำนักงานพัฒนาแห่งฝรั่งเศส (AFD) ประเทศฝรั่งเศส; กระทรวงวิจัย เทคโนโลยี และอวกาศแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BMFTR) ผ่าน ธนาคารเพื่อการพัฒนา KfW; กระทรวงความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BMZ) ผ่าน KfW; องค์การแพทย์ไร้พรมแดน (Médecins Sans Frontières International); กระทรวงการต่างประเทศเนเธอร์แลนด์ (DGIS); สำนักงานเพื่อการพัฒนาและความร่วมมือแห่งสวิตเซอร์แลนด์ (SDC); หน่วยงานด้านการพัฒนาระหว่างประเทศของสหราชอาณาจักร (UK International Development) ตลอดจนมูลนิธิและผู้บริจาคภาคเอกชนอื่น ๆ
เกี่ยวกับ Dengue Alliance
Dengue Alliance เป็นเครือข่ายความร่วมมือด้านการวิจัยจากประเทศที่มีการระบาดของโรคไข้เลือดออก ประกอบด้วยสถาบันวิจัยจากบราซิล อินเดีย มาเลเซีย และไทย ซึ่งล้วนเป็นประเทศที่มีภาระโรคไข้เลือดออกสูง โดยมีผู้ป่วยตั้งแต่หลักแสนถึงหลายล้านรายต่อปีในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เครือข่ายนี้ก่อตั้งขึ้นบนแนวคิดที่ว่า ความร่วมมือระหว่างประเทศในซีกโลกใต้ (South-South Cooperation) เป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการวิจัย พัฒนา และผลักดันให้ประชาชนในประเทศที่ได้รับผลกระทบสามารถเข้าถึงยารักษาใหม่ได้อย่างทั่วถึง
DNDi และพันธมิตรใน Dengue Alliance มุ่งพัฒนายารักษาโรคไข้เลือดออกหลายรูปแบบเข้าสู่การศึกษาทางคลินิก ได้แก่ ยาต้านไวรัสที่ออกฤทธิ์โดยตรงต่อเชื้อไวรัส การรักษาที่มุ่งเสริมการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย (host-directed therapies) และโมโนโคลนอลแอนติบอดี (monoclonal antibodies) ซึ่งเป็นโปรตีนที่พัฒนาขึ้นในห้องปฏิบัติการเพื่อเลียนแบบแอนติบอดีตามธรรมชาติของร่างกายในการจับและยับยั้งไวรัสไข้เลือดออก
นอกจากนี้ เครือข่ายยังเดินหน้าค้นหาและประเมินแนวทางการรักษาใหม่อย่างต่อเนื่อง ทั้งการนำยาที่มีอยู่แล้วมาประยุกต์ใช้รักษาโรคไข้เลือดออก (drug repurposing) และการพัฒนาสารออกฤทธิ์ชนิดใหม่ (new chemical entities) เพื่อเพิ่มทางเลือกในการรักษาที่มีประสิทธิภาพและเข้าถึงได้สำหรับผู้ป่วยทั่วโลก.
เกี่ยวกับ DNDi
Drugs for Neglected Diseases initiative (DNDi) เป็นองค์กรวิจัยทางการแพทย์ไม่แสวงหากำไร ที่ทำหน้าที่ค้นคว้า พัฒนา และส่งมอบการรักษาที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และราคาจับต้องได้ สำหรับผู้ป่วยที่ที่มักถูกละเลยDNDi กำลังพัฒนายาสำหรับโรคต่างๆ อาทิ โรคลิชมาเนีย โรคชากัส ไข้เลือดออก เอชไอวีในเด็ก โรคเอชไอวีระยะลุกลาม เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อคริปโตค็อกคัส และโรคไวรัสตับอักเสบซี โดยให้ความสำคัญกับโรคที่ส่งผลต่อสุขภาพเด็ก ความเท่าเทียมทางเพศ และโรคที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ DNDi ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2546 และนับแต่นั้นเป็นต้นมา ได้ร่วมมือกับภาคีทั้งภาครัฐและเอกชนทั่วโลก พัฒนายา 14 รายการ และช่วยชีวิตผู้คนมาแล้วนับล้านราย ในปี พ.ศ.2561 น.พ.แบร์นาร์ เปกูว์ ผู้ก่อตั้งและอดีตผู้อำนวยการ DNDi ได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล สาขาสาธารณสุข ในฐานะผู้มีบทบาทสำคัญในการสร้างนวัตกรรมการวิจัยและพัฒนายาเพื่อผู้ป่วยในประเทศกำลังพัฒนา
เกี่ยวกับสถาบันเซรุ่มแห่งอินเดีย (Serum Institute of India)
สถาบันเซรุ่มแห่งอินเดีย ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2509 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Cyrus Poonawalla Group เป็นผู้นำระดับโลกด้านการผลิตวัคซีน โดยมุ่งมั่นในการจัดหาวัคซีนในราคาที่เข้าถึงได้ให้กับประชากรทั่วโลก ปัจจุบัน สถาบันเซรุ่มฯ เป็นผู้ผลิตวัคซีนรายใหญ่ที่สุดของโลก มีการดำเนินงานในกว่า 170 ประเทศ รวมถึงสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และยุโรป มีโรงงานผลิตขนาดใหญ่ ที่มีกำลังการผลิตสูงถึง 4 พันล้านโดสต่อปี สถาบันเซรุ่มฯ ได้ช่วยชีวิตผู้คนไปแล้วกว่า 30 ล้านรายตลอดหลายปีที่ผ่านมา
DG HERA (Health Emergency Preparedness and Response Authority) เป็นหน่วยงานในสังกัดคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) มีภารกิจในการสนับสนุนการพัฒนา การผลิต และการกระจายเวชภัณฑ์สำคัญอย่างเท่าเทียม เพื่อป้องกันและรับมือกับภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขที่อาจส่งผลกระทบข้ามพรมแดนได้อย่างรวดเร็ว
DG HERA มีบทบาทในการเสริมสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพของสหภาพยุโรป โดยประสานความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกทั้งในช่วงการเตรียมความพร้อมและการรับมือภาวะวิกฤต พร้อมทั้งลดความเปราะบางและการพึ่งพาเชิงยุทธศาสตร์ของสหภาพยุโรปในด้านการพัฒนา การผลิต การจัดซื้อ การสำรอง และการกระจายเวชภัณฑ์ที่จำเป็น นอกจากนี้ ยังมีบทบาทในการเสริมสร้างความพร้อมและระบบการตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขในระดับโลก โดยทำงานร่วมกับประเทศสมาชิก องค์กรภาคประชาสังคม ภาคอุตสาหกรรม ประเทศคู่ความร่วมมือ และองค์กรพันธมิตรระหว่างประเทศ
ข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ
บราลี มีศุข
เจ้าหน้าที่สื่อสารองค์กร DNDi
โทร 0819216462
อีเมล์ bmeesukh@dndi.org